หน้าแรก

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ณ ตรงนี้มีนิยาม


ณ ตรงนี้มีนิยาม
.
เป็นลานฝันบรรจบมาครบครอบ
เป็นคำตอบต่อกันปันสุขี
เป็นศาลาท่าน้ำย่ำราตรี
เป็นแสงสีมีฝันร่วมบรรเลง
.
เหน็ดเหนื่อยงานปานใดไม่เลยหลง
ยังตั้งตรงตามต่อทอแสงเปล่ง
แสนเหนื่อยล้าอารมณ์ขมตัวเอง
ยังเลบงเพรงกานท์สานสัมพันธ์
.
ต่างซึมซับรับรู้ทุกผู้เพื่อน
คอยย้ำเตือนต่อใจให้ขยัน
เอื้ออาทรผ่อนผลล้นอนันต์
เรามีกันกอดเกี่ยวคอยเหลียวแล
.
เหมือนเรือนชานบ้านเดียวไม่เปลี่ยวเปล่า
ทุกวันเฝ้าฝากสุขปลุกกระแส
โอบอุ่นไอให้กันไม่ผันแปร
สุขทุกข์แก้ก่อนกลุ้ม มาสุมทรวง
.
มีความรักผลักผลไม่หม่นหมาง
รักไม่จางจากกันทุกวันห่วง
คือความหวังตั้งเสริมเติมเป็นพวง
เปรียบเดือนดวงส่องสายประกายงาม
.
ณ แหล่งนี้ที่เราเคล้าคลอคู่
ยืนยันอยู่ยามหวนชวนไหวหวาม
ณ ตรงนี้ที่เรามาเล่าความ..
ตั้งนิยามแห่งรัก..ปักดวงแด...
.




หวานทุกคำ ฉ่ำทุกพจน์


หวานทุกคำ ฉ่ำทุกพจน์
.
ทุกถ้อยคำพร่ำปรุงด้วยมุ่งหมาย
สารสื่อสายสองเราเร้าสุขี
ภาษาใจไร้พิษมิตรไมตรี
ต่างถ้อยทีทอฝันมั่นอุรา
.
เป็นน้ำทิพย์หยิบยื่นทุกคืนค่ำ
ร่วมดื่มด่ำด้วยรักกันนักหนา
ทอแสงทองผ่องใสไม่แรมรา
แต้มแต่งฟ้าพราวพริ้งด้วยจริงใจ
.
ช่างเฉิดโฉมโลมร่างสะอางอ้อน
ชวนอาทรท่วงทีที่แจ่มใส
ช่างเลิศลักษณ์พักตร์พริ้งเกินหญิงใด
แสนหวั่นไหวหวิวหวาด..งามบาดทรวง
.
สุดสวาทมาดหมายดั่งสายสวรรค์
ที่เลือกสรรสมสร้างไม่ต่างสรวง
สุดสุขแสนแม้นสมชื่นชมดวง
คือคู่ควงคล้องแขนแดนฉิมพลี
.
แม้นคำหวานปานใดก็ไม่เท่า..
หวานจากเจ้าแจ่มจันทร์นั้นเลยนี่
แม้นน้ำตาลหวานล้นพ้นมากมี
ไม่เท่าหวาน “คนดี” คนนี้เลย
.
จึงทุกถ้อยร้อยร่ำไม่ต่ำหวาน
วัดระดับน้ำตาล คำขานเผย
ต้องปรุงแต่งแข่งเธอเสมอเลย
ทุกคำเอ่ย..จึงหวาน..สะท้านกาย
.



กอดภาพอาบฝัน


กอดภาพอาบฝัน
.

ยามใดเลือน ยลเดือนลา ฟ้ามืดแสง
มองหล้าแหล่ง มากแรงเร้า เงาสับสน
คืนมืดเยือน คอยเหมือนยัง ให้กังวล
คิดจึงหม่น คอยจนเหม่อ เพ้อรำพัน
.
คำนึงคอย คงน้อยครั้ง ไม่นั่งเศร้า
เกิดความเหงา ก่อเค้างาน ผ่านเขตขันธ์
คราไกลห่าง ครวญกลางหาว ร้าวจำนรรจ์
มองภาพฝัน เมื่อผันฝาก จากการคอย
.
คงย้ำเตือน คอยเยือนตาม ทุกความฝัน
ยามไร้จันทร์ ยังรัญจวน หวนละห้อย
เพียงภาพนี้ พอพี่นำ ล้ำเลิศลอย
คารมถ้อย คงร้อยทาง อยู่กลางใจ
.
กอดเพียงลม ก่อนพรหมลา ศรัทธาสิ้น
กอดผ่านจินต์  กลัวผินจาก มากหวั่นไหว
กอดเรือนกาย เกินร่ายกานท์ หวานเพียงใด
กอดรักใคร กว่าไร้ครวญ แทบซวนซม
.
กลบทระลอกแก้วกระทบฝั่ง




หมายสุขสันต์ครั้นอรุณ


หมายสุขสันต์ครั้นอรุณ
.

บินลัดฟ้าฝ่าฝันสูงดั้นเมฆ
ดั่งมนต์เสกฤทธิ์แรงร่วมแต่งแต้ม
เพลิดเพลินทางข้างหน้าแสงฟ้าแซม
งามแฉล้มร่าเริงบันเทิงเทียว
.
จวบตะวันนั้นคล้อยลอยลับโลก
เห็นเงาโศกสีดำระกำเกี่ยว
มองมืดมิดจิตท้อหนอตัวเดียว
นกเปล่าเปลี่ยวปีกล้าน้ำตาคลอ
.
ผวาหวิวลิ่วลมระบมร่าง
หลงทิศทางท่องเที่ยวเกี่ยวใดหนอ
หาทางกลับจับคอนแรมรอนรอ
ไม่พบพ้อพลาดผล..วนวังเวง
.
สำนึกหมายคล้ายวันฝันยามตื่น
อกขมขื่นขาดแสงที่แรงเปล่ง
ระทมท้อหนอฝันร่วมบรรเลง
พบแต่เพลงผิดหวังมาหลั่งโลม
.
นกพลัดถิ่นบินวนบนเวหา
ท่ามนภาเพียงหมายสายแสงโสม
กลับถูกลมข่มซัดลัดโพยม
เข้าถาโถมทางหมายให้วายปราณ
.
อยากบินได้ไขว่คว้าเอามาปลอบ
วางเขตขอบรอบเจ้าเฝ้าขับขาน
บรรเลงร้องพ้องเสียงสำเนียงกานท์
สองประสานสร้างสรรค์..ครั้นอรุณ
.



เน่าก่อนตาย


เน่าก่อนตาย
.

ยากทำใจให้นิ่งกับสิ่งเห็น
เกิดประเด็นในจิตอย่างผิดหวัง
เพราะเหตุใดไร้ทางล้างพลัง
ขาดมนต์ขลังขับเคลื่อนเหมือนสิ้นทาง
.
ใช้ภาษามาสื่อเครื่องมือมุ่ง
ควรปรับปรุงอย่างไรไม่หม่นหมาง
เมื่อมีถามตามตอบเป็นกรอบวาง
ย่อมกระจ่างใจแท้ทุกแง่มุม
.
แต่ที่เห็นเป็นสัตว์จัดแรงสู้
ตามฆ่าหมู่หมายปองตายกองสุม
สาแก่ใจใครฆ่าพากันรุม
แบ่งเป็นกลุ่มกั้นคอกบอกสังคม
.
เหมือนเป็นผลคนเปลี่ยนเพี้ยนทั้งโลก
สร้างแต่ความเศร้าโศกโขลกถุยถ่ม
คนเห็นคนใช่คนบนอารมณ์
อำนาจข่มจมดิน สิ้นใยดี
.
อยากเป็นใหญ่ใครคร้ามขามอำนาจ
เป็นเชื้อชาติพยัคฆาน่าบัดสี
เหมือนไม่ตายวายปราณมารอัปรีย์
เหมือนโลกนี้ของข้าใครอย่าโวย
.
ช่างลืมตัวกลั้วกลมนต์กิเลศ
แสนอาเพศเฉดฉลคนหิวโหย
หลงอำนาจชาติคนล้นเล่ห์โปรย
กลิ่นเน่าโชยโรยหนอน ก่อนตัวตาย
.



จึงเปิดปม


จึงเปิดปม
.
จึงเปิดใจ ให้เห็นประเด็นอ้าง
จึงเปิดใจ ทุกอย่างกระจ่างสม
จึงเปิดใจ ใส่เสริมเติมอารมณ์
จึงเปิดใจ จ่อมจมเพียงชมนาง
.
ไม่อยากพลาด ขาดฝันสรรค์สร้างสุข
ไม่อยากพลาด ความสนุกทุกวันว่าง
ไม่อยากพลาด อาจเห็นเป็นช่องทาง
ไม่อยากพลาด วาดวางห่างฉิมพลี
.
อาจหลุดมือ ถือมั่นผันแปรเปลี่ยน
อาจหลุดมือ สื่อเขียนคอยเพี้ยนสี
อาจหลุดมือ คือนวลป่วนไมตรี
อาจหลุดมือ เพราะมีวจีใคร
.
มากคารม คมคำที่นำล่อ
มากคารม เป็นต่อถ่อถมใส่
มากคารม ขมถ้อยคอยสุมไฟ
มากคารม สมใจให้ร้างลา
.
จึงเปิดใจ ไร้ปมไร้คมซ่อน
จึงเปิดใจ ไว้ก่อนไม่ซ่อนหา
จึงเปิดใจ ให้เห็นเย็นอุรา
จึงเปิดใจ ใส่ค่า..ว่า รักเธอ
.
ขอเกี่ยวก้อย คอยห่วงดวงใจฉัน
ขอเกี่ยวก้อย ร้อยฝันปันเสนอ
ขอเกี่ยวก้อย ถ้อยทีมีบำเรอ
ขอเกี่ยวก้อย ก่อนเพ้อ เผลอคร่ำครวญ..
.


ใกล้แค่เอื้อม


ใกล้แค่เอื้อม
.
เดินตามทาง ด้วยต่างเทียว กอดเกี่ยวแขน
ไกลสุดแสน ก่อนแสนสุข ปลุกปลายฝัน
สร้างไมตรี สื่อมีตาม งดงามครัน
แรกผูกพัน เราพันผล รักคนงาม
.
มากเรื่องราว มีราวร่ำ ให้จำหวน
มากชื่นชวน มาชวนชี้ ฤดีหวาม
มากขุ่นเคือง มักเคืองข้อง เมื่อมองตาม
มากนิยาม เหมือนนามหยด หมายทดลอง
.
ต่างสู้ทน ต้องสนทาง บ้างหักหาญ
ภูมิต้านทาน พาต้านทาง สร้างเป็นกล่อง
ปลดขั้วปม เปิดขมเป็น เห็นรุ้งทอง
ไล่ความหมอง ละครองหม่น ให้พ้นทาง
.
นับดาวเดือน นานเดือนเดิน เผชิญหน้า
ไม่ร้างลา มาลาเลือน เหมือนเหินห่าง
ทุกก้าวไป ที่ไกลปี ไม่มีจาง
ไม่ห่างนาง มิห่างน้อง หมายครองเคียง
.
ใกล้แล้วรัก เก็บรักรื่น ตื่นตามผล
สมใจตน เสริมจนต้อง ร้องรัวเสียง
ระฆังขาน รอขานขับ จับสำเนียง
มาร้อยเรียง มอบเรียงล้อม ห้อมรักนวล
.
ใกล้พอเอื้อม กระเพื่อมองค์ ส่งเสียงหวาน
ใกล้ดวงมาน กลับด้านมอง ปองสงวน
ใกล้สมจินต์ ก่อนสิ้นใจ ในกระบวน
ใกล้ชื่นชวน กอดชวนชื่น รื่นเริงรมย์
.
กลบทระลอกแก้วกระทบฝั่ง
ข้อบัญญัติ : ให้วางเขียนเป็น "กลอนเก้า"
โดยแบ่งช่วงจังหวะ (๓-๓-๓)
๑.) ภายในวรรค ให้เล่นสัมผัสอักษรระหว่าง
 "ช่วงแรก กับ ช่วงกลาง" (กขค-กขค-๗๘๙)
๒.) ภายในวรรค ให้มีสัมผัสสระแทรกระหว่าง
"ช่วงแรก กับ ช่วงกลาง" (คำที่ ๓ กับ ๕)
.