หน้าแรก

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทกลอนประชดประชัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทกลอนประชดประชัน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

~~@ สัตว์สังคม @~~


 
สัตว์สังคม

คราบไคลตนพอทนบนบำบัด
ตามถนัดพอเห็นเป็นชุ่มฉ่ำ
ทุกเวลาที่มีนี้ประจำ
จนผิวช้ำเพราะขัดจัดสีตน

จะแต่งสีภายนอกออกแสนสวย
ทำได้ด้วยตัวยาหาสับสน
แต่จะแต่งภายในหัวใจคน
จากมัวหม่นจนผ่องต้องฉันใด

ช่างยากยิ่งจริงหนอต่อชีวิต
นั่งครวญคิดติดตั้งเดินฝั่งไหน
คนอื่นด้วยช่วยชี้ตามนี้ไง
แนะนำให้เหลือล้นตนกลับเมิน

เหมือนสั่งใครให้ทำตามอย่างว่า
แต่อย่าเอาอย่างข้าฯ ท่าเป๋อเปิ่น
เหมือนตดอื่นขื่นแสนแค้นเหลือเกิน
ตดตัวเดินจากไปไม่เหม็นเลย

ผมหมั่นขัด คราบไคลจนใสผ่อง
ใครต่างส่องมองทั่วตัวเปิดเผย
ทุกซอกมุมหลุมใดก็ไม่เคย
ไม่นิ่งเฉยให้เฉา..ขัดเช้าเย็น

แต่สังคมมัวหม่นล้นไคลคราบ
ไหลล้นอาบทาบทาทุกคราเห็น
กลิ่นคาวคลุ้งฟุ้งฝากมากลำเค็ญ
สังคมเหม็นเป็นแผลแลเลือดนอง
........
ตายไม่อาจหลับตาปัญหาเร้า
คราบความเศร้าเข้าทบสบสนอง
สังคมคนไร้หลักให้ปักปอง
ต่างจดจ้อง..ล้างผลาญประหารกัน


"บ้านริมโขง"

~~@ ช่างมันฉันไม่แคร์ @~~


ชั่งมันฉันไม่แคร์

ความหวังเป็นดั่งฝันคืนวันหนึ่ง
ที่ตราตรึงในทรวงให้ห่วงหา
ความหวังเป็นความหมายปลายศรัทธา
ที่เสาะหาความจริงไม่นิ่งดาย

ทุกชนชั้นปันหวังตั้งใจสม
หนึ่งภิรมย์ทุกช่วงดวงใจหมาย
สองหวังทรัพย์ศฤงคารสานสบาย
สามความตายหมายยืนเป็นหมื่นปี

แล้วหาใครไหนสมทุกปมช่วง
ใครไหนล่วงลุผ่านลานวิถี
ใครไหนรับกับหวานสานฤดี
ใครไหนมีแต่สุขไม่ทุกข์ตรม

ยิ่งความหวังจากใครยิ่งไกลห่าง
มากแรมร้างห่างเหเข้าเทถม
หวังให้รักปักขานยิ่งซานซม
มากขื่นขมเพราะหวังพังทลาย

ความหวังที่สมหวังเป็นดั่งโชค
กรรมนำโลกย์โยกสั่งให้ดั่งหมาย
มากฟันฝ่ายากเย็น..จะเป็นจะตาย
แต่สบายบางคนบนชะตา

ไม่เสียดายหากหวังยังพลั้งพลาด
เมื่อทุกหยาดหยดเหงื่อใช้เพื่อฝ่า
สุดกำลังตนแล้วแก้วกานดา
จะพลาดท่าเพราะหวัง...ก็ชั่งมัน

 


"บ้านริมโขง"

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

๐๐๐ ~ สัมผัสเลือน ~ ๐๐๐


เหมือนละอองไอเย็นเห็นสลัว
เกาะกระจกมากมัวเป็นตัวหม่น
ปิดบังแสงสดใสสายตาคน
มองให้พ้นผ่านยากเป็นฉากบัง

มองทุกอย่างระหว่างนี้เหมือนลี้ลับ
หาสดับใดแท้แก่วาดหวัง
ยิ่งก้าวตามยิ่งห่างอย่างรุงรัง
เอื้อมคว้ายังพลั้งพลาดขาดประเมิน

สัมผัสได้หาใช่สัมผัสจริง
เหมือนทุกสิ่งสัมผัสเลือนเคลื่อนขาดเขิน
ที่ยึดเหนี่ยวไร้ค่าคราเผชิญ
เป็นเพียงเดินถลำต้องคลำทาง

ใจสัมผัสว่าใช่ก็ไม่แน่
ล้วนปรวนแปรแค่เห็นเป็นเพียงหาง
ไม่เห็นตัวหัวหายคล้ายแสงจาง
สลัวร่างสัมผัสไหนไร้ตัวตน

สัมผัสใดใสสุกทุกสถาน
แต่ร้าวรานสัมผัสใครให้มัวหม่น
ยิ่งสัมผัสหัวใจในสองคน
ยากยิ่งล้นบนหมายหลบสายตา

สัมผัสเลือนบทกลอนถูกสอนสั่ง
สัมผัสยังไม่ชัดจัดใหม่หนา
สัมผัสเลือนชีวิตผิดทุกครา
ใครอาสา..ชี้ด้วย ..ช่วยชี้นำ..

"บ้านริมโขง"


วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

~@ คนสวยช่วยโลก @~

 
โลกจะงามหวามไหวให้แลชื่น
ชนดาษดื่นตื่นด้วยช่วยไถ่ถาม
ว่าวันนี้ทุกหนบนเขตคาม
ได้ตอบตามโลกขอพอหรือยัง

โลกต้องการความสงบไม่รบฆ่า
โลกปรารถนาสามัคคีมีความหวัง
โลกต้องการงานสร้างวางพลัง
โลกคล้ายดังยังขื่นไม่รื่นรมย์

อยากให้คนสวยสวยรวยรูปลักษณ์
ได้เป็นหลักรักยื่นโลกชื่นสม
เมื่อโลกยิ้มคนยิ้มอิ่มเอมชม
ความโศกตรม..ไหนกล้ามาราญรอน

จึง..คนสวยวันนี้ที่โลกชื่น
อย่าเป็นอื่นคืนกลับจับหลอกหลอน
ให้อยู่ช่วยโลกสวยด้วยงามงอน
ยามโลกร้อนผ่อนเย็น...เห็นหน้าเธอ..
 

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

...ตัดใจ...

 
 
เพียงตัดใจให้ตนหวังพ้นบ่วง
แม้จะล่วงเลยกาลมานสลาย
แต่แผลเป็นเห็นอยู่เคียงคู่กาย
ดุจเครื่องหมายป้ายแพ้ติดแก่ตน

ไม่ตัดใจอย่างไรก็ไม่หวน
มันปั่นป่วนจริงไหมในใจหม่น
อย่ามาอ้างเป็นเชิงเริงเล่ห์กล
เขาไม่สน..ปนเปื้อนเหมือนไม่แคร์

ขาดสามีไม่ตาย..คล้ายว่าใช่
ถึงอย่างไร ยามขาดพลาดกระแส
ก็เป็น “หม้าย” สายตาพากันแล
เหมือนว่าแพ้ ในทางสร้างชีวิต

ในวาจาอาจแกร่งแต่แฝงเศร้า
อกของเจ้าคร่ำครวญทวนลิขิต
ไฉนเลยเกิดมา..ช่างน่าคิด
ต้องมาติด ตรง “หม้าย”..ก่อนตายวาง..
 
 

~ @ ตีสีหน้า @~

ความรู้สึกเหนื่อยล้าเข้ามาซบ
มันมากลบขบกลืนความชื่นสม
เหมือนโรคร้ายคายพิษปิดอารมณ์
เหมือนถูกถมข่มฝันอันอำไพ

เมื่อสังคมมวลหมู่ผู้อยู่ร่วม
เข้ากอดสวมท่วมทับจนจับไข้
ภูมิคุ้มกันเราต่ำยากทำใจ
ต้องรับไว้ในร่างอย่างกังวล

เกิดคำถามตามนั้นวันพิษแทรก
สร้างความแปลกหรือเปล่าเฝ้าฉงน
หรือว่าเป็นสามัญกันทุกคน
ผู้เวียนวนบนวิถีมากลีลา

หรือตัวเราแปลกคนบนสำนึก
ความรู้สึกแปลกไปให้กังขา
แล้วอะไรที่หวังและตั้งตา
สร้างปุจฉาคราครั้งนั่งรำพึง

ตีสีหน้าเปลี่ยนเล่นเป็นแบบอย่าง
หลายหน้าต่างมาเปลี่ยนให้เขียนถึง
บ้างออดอ้อนวอนหวังดั่งคะนึง
บ้างขังขึงตึงตั้งดั่งหน้ากลอง

ขอเป็นโรคตามเขา..เอาไหมนะ
หรือขอผละให้ไกลไม่สนอง
สร้างกำแพงกั้นกลางหว่างลำคลอง
เปลี่ยนทำนองเพลงใหม่..ดีไหมเรา..

 

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดอกไม้..ในแจกัน

 
มองแจกันไร้ดอกชอกช้ำกว่า
เหมือนไร้ค่าวางไว้ไร้ความหมาย
เหมือนเศษซากกากเดนเข่นทำลาย
วางเดียวดายไร้มาลามาปักชม

มากลวดลายหลายแบบแยบยลนัก
บ้างสลักเส้นสายหมายสร้างสม
ให้คนมองจ้องติดคิดนิยม
รื่นอารมณ์ซื้อหามาครองเคียง

แต่..ถูกวางทิ้งร้างห่างประดับ
แจกันรับแต่เศร้าเฝ้าเฉลียง
ไม่เคยอยู่ในห้องถูกมองเมียง
ไร้แม้เสียงชมชื่นทุกคืนคอย

ล้วนฝุ่นผงดงแมลงแกล้งตอมไต่
กระอักไอใจเศร้าเฝ้าเหงาหงอย
ไร้ดูแลชะแง้หาน้ำตาปรอย
ให้ใจน้อยน้อยใจไยลืมลง

ทิ้งไปเถิดเกิดใจไม่สุขสม
ไม่นิยมไร้ค่าหาประสงค์
มีทำไมไม่สนองปองใจจง
ให้ปาส่งด้วยมือที่ซื้อมา

ด้วยเพราะใจไร้มั่นนั่นลืมหลง
ไม่มั่นคงตรงจิตตอนคิดหา
ใจโลเลเทท้นบนเมตตา
ไร้กรุณามองผิดจริตตน.
 
 
 
 
 
 

ปาก

 
หากถอนหมากออกไปให้ปากว่าง
หน้าคงต่างออกไปได้สวยศรี
เมื่อปากห่างคางยื่นอื่นใดมี
มองอีกทีปากยาวกว่าคราวใด

ริมฝีปากคงหดเข้าจดจ่อ
รูปแหลมต่อตรงปลายกรายแห่งไหน
แลเห็นเช่นปากกาพาหวั่นใจ
เอ่ยคำไขได้รื่นคนยืนงง

จะช่างจ้อเจรจากว่าคราก่อน
จะช่วยวอนช่วยเว้าเฝ้าไหลหลง
จะช่วยนำคำใครเติมใส่ลง
จะช่วยคงปากบอนได้ก่อนใคร

สามารถแต่งปากสวยด้วยสีสัน
ตามจังหวะคละกันวันแจ่มใส
จากปากเดียวปากดีที่พอใจ
เป็นปากใหม่ปากมีสีที่เลื่องลือ

เมื่อปากว่างหลายอย่างต่างอยากเข้า
ไปยึดเอาที่ข้าใครอย่าหือ
แย้งกันกินกันอยู่ดูอืดอือ
นานไปลือปากเหม็นเด่นกลิ่นโชย

จึงขอบอก อย่าถอน ก้อนหมากป๋า
เสียงวอนมายังน้อยคอยหวนโหย
ไม่พูดมากปากยาวปล่อยข่าวโปรย
ยามเดือนโรยโหยหวน ป่วนอุรา..
 

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

~~@ หมดรูปมวย @~~

972350.gif 
หมดรูปมวยด้วยประมาทคาดไม่ถึง
นั่งรำพึงด้วยท้อหนอความหวัง
ด้วยลำพองคะนองเกินเหิรลำพัง
ต้องพลาดพลั้งด้วยเขลาเศร้าโศกตรม

หมดรูปมวยด้วยวางใจใครคนหนึ่ง
คนที่ซึ่งบอกด้วยช่วยหายขม
คนอุ้มชูให้เกิดเลิศนิยม
ต้องระบมเจ็บหนักเป็นหลักลอย

หมดรูปมวยด้วยเชื่อเมื่อถูกขอ
คนสอพลอคลอเคียงเพียงใช้สอย
ด้วยคำยอปอปั้นอันสำออย
มีไม่น้อยคอยก้มประณมมือ

หมดรูปมวยด้วยหลงว่าคงอยู่
หลายคนชูว่าเด่นเป็นเชื่อถือ
แต่ยามมวยเสียหลักคนมักฮือ
ต่างเร็วปรื๋อหนีห่างร้างคนชม

หมดรูปมวยด้วยฟ้ามาลิขิต
หมดชีวิตด้วยชะตาพาขื่นขม
หมดอาลัยตายอยากร้องฝากพรหม
หมดอารมณ์ยามเธอด่า...ว่ากะเทย
 
 074.gif

ยิ้มสองมาตรฐาน

 
 
เชยไปแล้วเห็นยิ้มว่าพิมพ์ไทย
พิมพ์แบบใหม่เห็นอึ้งซึ้งฉงน
เป็นพิมพ์เดียวเทียวสั่งดั่งกมล
พิมพ์หลอกคนสองมาตรฐานการปกครอง

เป็นแบบพิมพ์ปากยิ้มโดนลิ่มตอก
ยิ้มภายนอกในแค้นแสนสยอง
โดนเก็บกดลดค่าประชามอง
ไพร่ทั้งผองดองเน่าเผาดวงแด

มันเป็นยิ้มกลบเกลื่อนเหมือนยิ้มเยาะ
ปากฉอเลาะใจพิฆาตขาดแยแส
ไร้เมตตาค้ำจุนขุ่นดวงแด
ยิ้มแหยแหยแค่เห็นเป็นภาพลวง

มันเป็นยิ้มพิมพ์ไทยสมัยใหม่
ความจริงใจไม่เห็นเช่นว่าหวง
ผลประโยชน์เท่านั้นมั่นแดดวง
ยอมถูกลวงถูกล่อ...ขอได้เงิน.
 

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ไข่..เป็นโล 1

 
 
เรื่องง่ายง่ายชายเก่งเร่งให้ยาก
สุดลำบากคนมีไข่ใจหม่นหมอง
เรื่องที่ทำมากมายคล้ายเนืองนอง
กลับมาจ้องทำไข่ไม่ได้การ

มันก็เป็นเช่นนั้นแต่ฉันเกิด
จะวางเปิดวางปิดผิดสถาน
ใครเขาขายเป็นฟองมองตามงาน
ให้ลูกหลานซื้อง่ายจ่ายราคา

คิดได้ไงไม่รู้ดูน่าขัน
เมื่อถึงวันท่านแท้แก้ปัญหา
กลับควักไข่มาเล่นเย็นอุรา
กลางสายตามวลชนจนคนเฮ

อาจด้วยเหตุที่ใครยังไม่รู้
น้ำหนักไข่มีอยู่ดูสนเท่ห์
เลยจับวางตาชั่งไม่ลังเล
หนึ่งชามเปลสองใบใครเกินกัน..

ไข่..เป็นโล

 
 
สุดดีใจไข่ไทยได้เป็นข่าว
คนเขากล่าวถึงกันลั่นตลาด
มีความคิดความเห็นเป็นไม่พลาด
จากประกาศรัฐไทยเรื่องใหญ่โต

ใครไปซื้อไหมหนาไข่ตาชั่ง
สะดวกดังคำอ้างอย่างอักโข
หรือ-ยุ่งยากอย่างไรใคร่บอกโชว์
ไข่ใบโตใบนิดคิดอย่างไร

ส่วนผมว่าต่อไปไข่ควรแยก
อาจจะแปลกแยกออกบอกสีใส
เป็นไข่ขาวไข่แดงแบ่งกันไป
ซื้อเท่าไรชั่งได้ขายเป็นโล

เช่นอย่างผมชอบกินถวิลหา
ตั้งแต่เป็นหนุ่มมาหาเป็นโหล
เจาะไข่แดงเลี้ยงกายามาจนโต
ซื้อไข่โลก็เจาะจงตรงไข่แดง

หากบางท่านชอบไข่ขาวดูวาวใส
ก็ตรงไปสั่งเอาเขาไม่แฝง
เขาไม่ปนอื่นมาอย่าคลางแคลง
เพราะไข่แดงผมเหมาเอาคนเดียว

จึงแต่นี้แม่ค้าพากันตอก
พากันบอกแยกไข่ไม่เฉลียว
แยกไข่ขาวจากไข่แดงแย่งกันเชียว
แต่ผมเสียวให้ตอกไข่ผม...ไม่อาววว.
 

ฉัน..ไม่เป็นไร

 
 
ไม่ยอมรับความจริงสิ่งที่ผ่าน
ไม่ยอมรับวันวานผ่านมาแล้ว
ไม่ยอมรับวันนี้ไร้วี่แวว
ไม่ยอมรับคลาดแคล้วแก้วกัลยา

ต้องหลอกตนหลอกใครทำไมเล่า
เมื่อตัวเราแยกทางร้างโหยหา
จะเหลือใดให้หวังให้สั่งลา
แม้ชีวาแทบดับกับอาวรณ์

ถึงหลอกใครหลอกได้แต่ใจนี้
ยากเกินที่ล้างลบจบทอดถอน
ยังตามติดครวญใคร่ให้อาทร
จะกินนอนหลอนหลอกซอกใจตน

“ไม่เป็นไร” ใครกัน กัดฟันพูด
ยากพิสูจน์จริงใจใครสับสน
เศร้าใช่ไหม...รักแตก แหลกกมล
“ไม่เป็นไร” ใจป่น....ล้นระทม.
 

เพื่อน

 
 
เพื่อนสำคัญท่านนี้ที่ฉันเกลียด
ทำฉันเครียดฉันล้ามาข่มเหง
จะกินนอนนั่งเดินเกินวังเวง
เพื่อนบรรเลงเพลงเหงาเคล้าทุกยาม

เพื่อนสำคัญท่านนี้ที่ฉันเบื่อ
พบทุกเมื่อเหลือเวลามาหยาบหยาม
น้ำตาเอ่อเหม่อมองท้องฟ้าคราม
แสงแวววามนั่นแหละเขาเฝ้าจ้องมอง

เพื่อนสำคัญท่านนี้ที่ฉันหลง
ฉันงวยงงหลงพร่ำทำฉันหมอง
ฉันอยู่ไหนตามไปแม้ไม่ปอง
ฉันขอร้อง...ให้ห่างบ้าง...บางเวลา.

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

กลอนไม่เพราะ(อีก)

 
 
ทำอย่างไรหนอเราเศร้าใจนัก
ยากจะหักใจได้คลายความหลง
ด้วยบทกลอนแต่ละคำที่นำลง
ต่างบรรจงเขียนสวยด้วยอารมณ์

ในบทกลอนอ่อนไหวใครก็รู้
ภาษาครูยิ่งพลิ้วสยิวสม
ภาษาไทยใครใครก็ชื่นชม
ภาษาผมเขียนทีไรก็ไพเราะ

แล้วแต่คนรู้ไหมในสารสื่อ
พูดก็คือภาษามาเสนาะ
คนอย่างผมปากหวานขานฉอเลาะ
จะมาเคาะเสียงกระด้างได้อย่างไร....อิอิ

กลอนจึงหวานขานรับกับคนแต่ง
ไม่อาจแปลงเป็นอื่นชื่นไฉน
กลอนที่เขียนจึงเขียนเพียรเอาใจ
คนแต่งไซร้..คือฉัน..เท่านั้นเอง.
 
 

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

อยากจะเขียน


อยากจะเขียนเป็นคำเพื่อนำสื่อ
ว่าใดคือสิ่งหวังตั้งเป้าหมาย
อยากจะวาดเป็นโครงร่างต่างบรรยาย
ว่าสุดท้ายคืออะไรใจต้องการ

แต่ติดขัดชีวิตจริงยิ่งกว่าหนัง
หลายคนยังบอกน้ำเน่าเฝ้าสงสาร
นางเอกรวยพระเอกจนปนนิทาน
แต่ก็พานพบคู่ได้อยู่ครอง

ชีวิตเราน้ำเน่าเก่ากว่านี้
ชีพยังมีเพราะหายใจได้สนอง
หากอากาศได้ซื้อหรือถือครอง
ร่างกายต้องแตกดับกับความจน

ทั้งอยากได้อยากเป็นเช่นใครอื่น
ทั้งอยากชื่นอยากสมไม่ตรมหม่น
อยากทำได้ดั่งใจไม่กังวล
แต่อับจนปัญญาหาทางเดิน

ไม่สมหวังดั่งวาดปรารถนา
ไร้ราคานำเสนอดูเก้อเขิน
คนบุญน้อยแลแขชะแง้เกิน
ยามก้าวเดินไม่กล้าสบตาใคร

ถึงมีรักก็หวั่นว่าวันหนึ่ง
อาจต้องถึง วันร้าง จางสดใส
อาจต้องเจ็บต้องปวดรวดร้าวใจ
เพราะความไม่มีพร้อมต้องยอมทน

จึงอยากอยู่เดี่ยวโดดรับโทษบ้าง
โทษเพราะวางชีวิตผิดสับสน
โทษเพราะรักที่ผ่านผลาญใจตน
โทษเพราะคนอย่างเรา...ไม่เท่าใคร.


วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

ฉันก็เป็นอย่างนี้..

 
“ฉันก็เป็นอย่างนี้อย่างที่เห็น”
ที่ควรเป็นเห็นเหมือนเตือนเบาะเบาะ
อย่ามาสับจับทุเรียนเปลี่ยนเป็นเงาะ
คำฉอเลาะไร้ค่าไม่น่าชม

ได้แต่นั่งฟังคำที่นำกล่าว
ล้วนแวววาวคมมีดกรีดผสม
เป็นคำปรามห้ามไว้ไม่โง่งม
ไม่หลงลมคมอำอย่านำมา

ให้สะทกสะท้อนอ่อนระโหย
ล้าแรงโรยโหยไห้ใจผวา
จำกล้ำกลืนฝืนคำจำนรรจา
หากเอ่ยมาเกรงว่าจะพาพัง

ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจให้ใครเปลี่ยน
ไม่เคยเวียนออดอ้อนย้อนความหลัง
ไม่เคยห้ามปรามใดให้ร้างรัง
ไม่เคยหวังเกินไปไม่ประเมิน

ไม่บีบคั้นหัวใจให้สะอื้น
ไม่เคยลื่นเกินที่มีสรรเสริญ
มีแต่หวังฝากไปรักใคร่เกิน
คงเผอิญความหวังดีมีกำแพง

ได้รับรู้สิ่งเตือนที่เฉือนซ้ำ
จะจดจำใส่ใจไม่กำแหง
จะไม่ล้ำเกินเขตเจตจำแลง
จะไม่แสร้งอาลัย...ให้ใครตรม


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ไม่เหมือนเก่า


สองปีกว่า เธอเปลี่ยน เหมือนเปลี่ยนฉาก
จากฝั่งฟาก บางเบา เงาสดใส
มาบัดนี้ รกรุงรัง บังแสงไฟ
มองมุมไหน ก็อึมครึม ปลื้มไม่ลง

ก็เธอกิน แล้วนอน หย่อนกายา
จากใบหน้า ไข่ไก่ เป็นไข่หงส์
ร่างอวบอั๋น อรชร อ้อนเอวองค์
กลายรูปทรง โอ่งมังกร สะท้อนใจ

ก่อนพราวพริ้ม ยิ้มรับ กระจับสวย
ก็ระทวย ห้อยลง งงไฉน
เพราะทั้งกิน ทั้งดูด พูดเป็นไฟ
เลยลามไหม้ ให้ปากห้อย ย้อยหย่อนยาน

เสียงพูดดัง เปรี้ยงปร้าง อย่างฟ้าผ่า
หมูไก่กา แตกกระจุย ลุยกันพล่าน
สะเทือนหู สู่สรวง แม่ดวงมาน
คนอารั้ย..เหลือรับทาน..แม่บานบุรี..

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

เจ้าหนู





เห็นปุ๊บ รักปั๊บ จับต้อง
นั่งมอง ด้วยจิต พิสมัย
แววตา ใสแจ๋ว แก้วใจ
น่าไล้  โลมเล้า  เราจอง

ดีดนิ้ว ลิ่วลิ่ว แล่นหา
ทำท่า  ว่องไว ไม่หมอง
ริกริก  ตัวสั่น  มั่นปอง
เจ้าของ ดีใจ ได้มา

แย่งกัน ตั้งชื่อ มื้อแรก
ชื่อแปลก ชื่อเปลี่ยน เวียนหา
ดูฤกษ์ ดูยาม สามตา
ได้ว่า ..เจ้าหนู..คู่ใจ

ไปไหน ไปด้วย ช่วยเสริม
ให้เริ่ม นั่งรถ สดใส
เย้าหยอก ล้อเล่น เย็นใจ
นั่งไหน นั่งด้วย  ช่วยกัน

แย่งกัน ช่วยหา อาหาร
ใส่จาน ใส่ช้อน ป้อนฉัน
ถ้วยน้ำ วางไว้ พร้อมกัน
เร่งวัน เติบใหญ่  ไม่นาน

หลายวัน หลายเดือน เลื่อนเลย
ไม่เอ่ย  ไม่นำ คำหวาน
หลายปี กลายเป็น ตำนาน
อาหาร เคยได้ ไม่มี

เจ้าหนู อดโซ ผอมแห้ง
เรี่ยวแรง ลดน้อย ถอยหนี
ใครเห็น เช่นตัว อัปรีย์
หลีกลี้ หนีห่าง  ล้างรอย

เจ้าของ ย้ายไป ไกลห่าง
ทิ้งร้าง เจ้าหนู  ผู้หงอย
เฝ้าบ้าน ไร้คน ทนคอย
เหม่อลอย  ทุกมื้อ ซื่อตรง

ใจคน ไม่ซื่อ ดื้อด้าน
ไม่นาน เปลี่ยนไป ไหลหลง
เจ้าหนู รักนั้น มั่นคง
ชีพปลง ยังซื่อ...คือมัน

~~ อนิจจา..หมาใคร ~~



อาจจะหลายมุมมองต้องกรองจิต
อาจจะหลายแง่คิด ตามจิตฝัน
อาจจะหลายอารมณ์คมเกี่ยวกัน
อาจจะหลายคืนวันต่างฝันไป

คำว่าหมา คือหมา ภาษาบ้าน
ที่ลูกหลาน รักชอบ ตอบขานไข
เป็นสัตว์เลี้ยง ที่โดดเด่น เห็นทั่วไป
ที่หลงใหล ที่ไล่ตี มีไม่น้อย

เมื่อเรารัก ใช่ใครอื่น จะชื่นด้วย
เราต้องช่วย ป้องปัด จัดใช้สอย
ไล่มันบ้าง ขังบ้าง อย่างลงรอย
แล้วจึงค่อย ฝึกใจ ให้เอ็นดู

เพราะว่าหมา ไม่รักใคร..รักเจ้าของ
ท่วงทำนอง ของคน ชนเลิศหรู
ยังเลี้ยงหมา ไว้เชิดหน้า ท้าคนดู
หมาได้หรู คู่คนงาม..ยังตามชม

คนกลับเปรียบ สิ่งเลวร้าย ว่าคล้ายหมา
เช่นคำพูด คำจา..หมาขื่นขม !
พอพูดมาก..บอกปากหมา..พานิยม
หมาไม่ตรม แต่คนขม แทบล้มตาย

ผมว่าดี ได้ปากหมา แล้วพาชื่น
หมาไม่แหล อย่างอื่น ชื่นสุขหลาย
หมาเพียงเห่า คนเล่า เป่าน้ำลาย
    ฟุ้งกระจาย..ทั้งใส่ตน..คนใกล้เคียง   

เฮ้อ...ไอ้พวกปากคน !!