หน้าแรก

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

คนละฟากเส้น


ความแตกต่าง ห่างกัน เส้นคั่นแบ่ง
ทั่วทุกแห่ง ใช้ขีดเส้น เป็นเครื่องหมาย
อยู่ฟากเส้น ข้างนี้ ดีมากมาย
แต่กลับร้าย ถ้าฟากโน้น โดนประณาม

เส้นขอบฟ้า มาแบ่ง แหล่งชีวิต
เป็นมืดมิด และสว่าง  สร้างคำถาม
ว่าเหตุใด ในโลกล้วน ควรนิยาม
ให้มองตาม เป็นสองด้าน ประการใด

ด้วยทุกอย่าง สร้างมา เป็นคู่คู่
แต่ละหมู่ ต่างตรงข้าม ตามเงื่อนไข
ชายและหญิง คู่กัน นั้นสุขใจ
แตกต่างไป คนละเพศ เหตุใดฤา

ความแตกต่าง ใช่ไม่ดี เสียที่ไหน
ควรเอาไว้ วัดค่า น่านับถือ
ไม่มีชั่ว ก็ไม่มี ดีร่ำลือ
นั่นก็คือ ดีและชั่ว ตัวคู่กัน
 
แต่เส้นแบ่ง ของหัวใจ ที่ไร้รัก
ล้วนแต่ผลัก ให้หลีกลี้ หนีสวรรค์
ขีดวงแคบ แนบรัด ตัดชีวัน
บีบให้ฉัน เดินบนเส้น..เป็นหรือตาย.

ปลายทาง


สุดปลายทางแห่งฝันนั้นมืดมิด
สุดชีวิตบิดไปให้หมองศรี
สุดหัวใจไรัรักพักชีวี
สุดแล้วที่ จะทานทนบนทางเดิน

เมื่อไร้แสงนำชี้แห่งที่หวัง
คงเซซังซวนซบพบขาดเขิน
เจอแต่คนส่ายหน้าพากันเมิน
ก้าวที่เดินเกินนี้..ไม่มีแรง

ไม่เหมือนเก่า


สองปีกว่า เธอเปลี่ยน เหมือนเปลี่ยนฉาก
จากฝั่งฟาก บางเบา เงาสดใส
มาบัดนี้ รกรุงรัง บังแสงไฟ
มองมุมไหน ก็อึมครึม ปลื้มไม่ลง

ก็เธอกิน แล้วนอน หย่อนกายา
จากใบหน้า ไข่ไก่ เป็นไข่หงส์
ร่างอวบอั๋น อรชร อ้อนเอวองค์
กลายรูปทรง โอ่งมังกร สะท้อนใจ

ก่อนพราวพริ้ม ยิ้มรับ กระจับสวย
ก็ระทวย ห้อยลง งงไฉน
เพราะทั้งกิน ทั้งดูด พูดเป็นไฟ
เลยลามไหม้ ให้ปากห้อย ย้อยหย่อนยาน

เสียงพูดดัง เปรี้ยงปร้าง อย่างฟ้าผ่า
หมูไก่กา แตกกระจุย ลุยกันพล่าน
สะเทือนหู สู่สรวง แม่ดวงมาน
คนอารั้ย..เหลือรับทาน..แม่บานบุรี..

หวังว่ามีเพื่อนกันในวันเหงา

ขอขอบคุณน้ำใจในเอื้อเฟื้อ
เป็นบุญเหลือเผื่อให้ได้สุขี
อ้าแขนรับด้วยจิตมิตรไมตรี
ซึ้งเหลือที่เอื้อนเอ่ยเผยวาจา

เมื่อว่างงานพักกายได้สืบค้น
หลายตำบลวางหมายคล้ายเสาะหา
หวังเพียงหนึ่งเลี่ยมล้อลออตา
มุ่งหมายมาที่นี่..ที่พักใจ

ยามเหนื่อยนักพักพิงอิงร่มรื่น
เข้าชมชื่นชายคาพออาศัย
ร่ายบทกลอนอ้อนหาด้วยอาลัย
ฝากฤทัยยามท้อหนอชีวิต

หวังว่ามีเพื่อนกันในวันเหงา
หวังว่าเศร้าคงคลายหมายลิขิต
หวังว่าเธอมีใจให้ชมชิด
หวังว่ามิตรคงมองไม่หมองเมิน

ปาฏิหาริย์มีหรือ ?

 
ปาฏิหาริย์มีหรือคือปัญหา
ภาพลวงตาพาฝัน..กระนั้นหนอ
หรือหลอกใจหลอกจำกำมะลอ
คอยนั่งพ้อรอหา..ปาฏิหาริย์มี

แม้เสาะหาความจริงยังยิ่งยาก
คำเอ่ยจากปากนั้นบั่นศักดิ์ศรี
หาความจริงมาสานนานหลายปี
ยากเหลือที่จากใครให้ชื่นชม

หากนั่งหงอยคอยหาปาฏิหาริย์
จะกี่กาลกี่ภพจะจบสม
ไม่อยากเชื่อไม่หลงปลงนิยม
แม้แต่พรหมที่วางยังสร้างกล

อยากจะรอแต่คำลำนำฝาก
เอื้อนเอ่ยจากคนดีไม่มีหม่น
จริงบอกจริงสิ่งใดในกมล
รักจนล้น..รับได้..ไม่หน่ายเลย.


วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

สวรรค์มืด


ความผิดหวังจำเจที่เททับ
เกินจะนับจับจดกำสรดเหลือ
ละเลงลงตรงใจไม่จุนเจือ
สิ่งที่เหลือเมื่อรักลา..น้ำตาเรา

อยากจะเดินจากไปไม่หวนกลับ
อยากจะพับเพียงพอเพื่อรอเผา
อยากลอกลายรอยเปื้อนเกลื่อนตัวเรา
อยากปล่อยเศร้าให้ละลายกับสายลม

กาลเวลาเมื่อมาแล้วก็ไป
เหมือนไม่มีสิ่งใดได้สะสม
แต่ความทุกข์ความเศร้าร้าวระบม
กลับทับถมไม่สลายคลายตามกาล

ต้องลอกลายกี่หนคนทนเจ็บ
รอแผลเย็บเลือนหายได้ประสาน
อยากหลีกหลบจบคำเป็นตำนาน
รอยแผลเป็นแห่งกาลประสานตัว

ความรักหลงคงเป็นเจ้าความเศร้านี้
ยากปลดปล่อยชีวีหนีสลัว
คงมืดครึ้มไม่ปลื้มดื่มเมามัว
เนิ่นนานชั่วกัปกัลป์สวรรค์ลืม

เจ้าหนู





เห็นปุ๊บ รักปั๊บ จับต้อง
นั่งมอง ด้วยจิต พิสมัย
แววตา ใสแจ๋ว แก้วใจ
น่าไล้  โลมเล้า  เราจอง

ดีดนิ้ว ลิ่วลิ่ว แล่นหา
ทำท่า  ว่องไว ไม่หมอง
ริกริก  ตัวสั่น  มั่นปอง
เจ้าของ ดีใจ ได้มา

แย่งกัน ตั้งชื่อ มื้อแรก
ชื่อแปลก ชื่อเปลี่ยน เวียนหา
ดูฤกษ์ ดูยาม สามตา
ได้ว่า ..เจ้าหนู..คู่ใจ

ไปไหน ไปด้วย ช่วยเสริม
ให้เริ่ม นั่งรถ สดใส
เย้าหยอก ล้อเล่น เย็นใจ
นั่งไหน นั่งด้วย  ช่วยกัน

แย่งกัน ช่วยหา อาหาร
ใส่จาน ใส่ช้อน ป้อนฉัน
ถ้วยน้ำ วางไว้ พร้อมกัน
เร่งวัน เติบใหญ่  ไม่นาน

หลายวัน หลายเดือน เลื่อนเลย
ไม่เอ่ย  ไม่นำ คำหวาน
หลายปี กลายเป็น ตำนาน
อาหาร เคยได้ ไม่มี

เจ้าหนู อดโซ ผอมแห้ง
เรี่ยวแรง ลดน้อย ถอยหนี
ใครเห็น เช่นตัว อัปรีย์
หลีกลี้ หนีห่าง  ล้างรอย

เจ้าของ ย้ายไป ไกลห่าง
ทิ้งร้าง เจ้าหนู  ผู้หงอย
เฝ้าบ้าน ไร้คน ทนคอย
เหม่อลอย  ทุกมื้อ ซื่อตรง

ใจคน ไม่ซื่อ ดื้อด้าน
ไม่นาน เปลี่ยนไป ไหลหลง
เจ้าหนู รักนั้น มั่นคง
ชีพปลง ยังซื่อ...คือมัน